atimeTravellerStoryJapan

 

     สวัสดีครับ ป๊อป แคลอรีส์ บลาห์บลาห์ ครับ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศพม่าเป็นครั้งแรกในชีวิต และเป็นครั้งแรกกับการเดินทาง
ไปกับ A- time traveller ด้วย ก็เลยเก็บเรื่องราวความประทับใจในการไปทริปพม่าครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟัง เรื่องราว ความประทับใจ ในการร่วมทริปนี้มีเยอะมากครับ ตั้งแต่การเดินทาง , เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา รวมไปถึงเรื่องทางประวัติศาสตร์ของประเทศพม่า ผมขอเริ่มต้นตั้งแต่การเดินทางกันก่อนเลยแล้วกัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้พูดได้เลยว่าเป็นการเดินทางที่สุดยอดมากนะฮะ พอเรามาถึงสนามบินมิงกาลาดง เมืองย่างกุ้ง เราก็เดินทางกันต่อด้วยรถบัส จากนั้นเราก็เปลี่ยนไปต่อรถหกล้อ เส้นทางจะเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากทางที่เป็นทางหลวง ก็เริ่มเป็นทางสองเลน ไปถึงทางที่เล็กลงและเป็นทางขึ้นเขา สุดท้ายก็ไปจบที่การนั่งสะเหรี่ยงฮะ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าอีกทีนึงนะฮะ ว่าการนั่งสะเหรี่ยงเนี่ย เป็นอะไรที่มันมากแค่ไหน
ความประทับใจสำหรับผมในการไปทริปพม่าครั้งนี้เรื่องนึง ก็คือ ชาวพม่าเค้าเป็นคนที่ศรัทธาในพุทธศาสนากันมากนะฮะ ทุกๆ วัดที่เราเข้าไปกราบไหว้ เราจะต้องถอดรองเท้ากันนอกเขตวัด ซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมแบบนี้คนไทย ในสมัยก่อนก็ทำเช่นกัน แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ค่อยเห็นกันแล้ว ถ้าจะถอดรองเท้าก็เข้าไปถอดในเขตวัดกันเลย และอีกอย่างอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ชาวพม่าเค้าจะต้องยกให้เป็นที่หนึ่ง ซึ่งพระพุทธศาสนา คือ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจสูงสุดของชาวพม่าเลยก็ว่าได้นะฮะ ผมสังเกตได้จากการทำบุญ สมมติว่าถ้าเค้ามีเงินซักหมื่นจ๊าด (1,000 บาท) เค้าก็จะเอาเงินนั้นไปถวายแปดพันจ๊าด (920 บาท) ส่วนที่เหลือแค่สองพันจ๊าด (80 บาท) ก็จะเก็บไว้กินและใช้จ่าย ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเค้าทะนุบำรุงศาสนา ได้เป็นอย่างดีจริงๆ จึงทำให้พุทธศาสนสถานของชาวพม่าหลายๆ ที่ ยังไม่เสื่อมสภาพไปมากเท่าไหร่นัก  ตลอดทั้งทริปเราจะเห็นความศรัทธา เห็นความรักในพุทธศาสนาในทุกๆ ที่ที่ไป ซึ่งเราจะไปทำอะไรที่ผิดขนบธรรมเนียมประเพณีของเค้าไม่ได้เลยนะฮะ และตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของทริป ที่ผมประทับใจจริงๆ
พอพูดถึงพุทธศาสนสถาน การเดินทางครั้งนี้ผมได้ไปเห็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญต่างๆ ของชาวพม่า ก็จะมี พระธาตุอินแขวน ที่ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งพุทธศาสนสถานแห่งหนึ่งของประเทศพม่าเลยนะฮะ เป็นพุทธศาสนสถานที่เป็นก้อนหินตั้งอยู่ริมหน้าผาได้โดยที่ไม่ตกลงไป ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆ ฮะ ไกด์ของเราเค้าบอกว่า ข้างใต้พระธาตุนั้นจะมีพระเกศาธาตุบรรจุไว้ คนก็เลยไปกราบไหว้ขอพรกันเยอะมาก  ซึ่งคนที่ได้มีโอกาสไปกราบไหว้นั้นเค้าจะเอาหน้าผากไปแตะที่พระธาตุนะฮะ ผมเองก็ได้มีโอกาสไปกราบไหว้และเอาหน้าผากไปแตะด้วยเช่นกัน พอไปแตะก็รู้สึกได้ว่าที่องค์พระธาตุนุ่มๆ  อันนี้ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือว่าทองที่เค้าแปะมันหนามากจนทำให้นุ่ม ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

นอกจากนี้แล้ว เรายังได้ไปไหว้พระเจดีย์ชเวดากองกันด้วยนะฮะ ซึ่งอันนี้ถือเป็นสุดยอดของทริปที่หลายๆ คน ตั้งใจเอาไว้ว่า จะต้องไปไหว้ พระเจดีย์นี้กันให้ได้ เพราะเป็นพระเจดีย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากและเป็นพระเจดีย์ประจำชาติของชาวพม่าเลยฮะ ซึ่งพอได้ไปถึงสถานที่จริงๆ แล้วเนี่ย บอกได้คำเดียวเลยว่า ใหญ่โตและมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ผู้คนต่างพากันมากราบไหว้อยู่ในบริเวณวัดกันเป็นจำนวนมาก ถ้าคุณได้ไปเห็นสถานที่จริงก็จะรู้สึกว่ามันอร่ามไปหมด คือ ทั้งบริเวณเนี่ยจะเต็มไปด้วยแสงเทียน เหมือนเป็นแสงออร่าสีทองเต็มไปหมดเลยฮะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบๆ ก็มีเยอะมากฮะ สถานที่ต่างๆ ที่มีผู้คนมากราบไหว้ขอพรกันเนี่ยผมว่ามีมากกว่า 30 สถานที่เลยนะฮะ และแต่ละที่ที่จะไปแวะกราบไหว้มีความสำคัญและมีความแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าตรงนี้มีความเป็นมายังไง และมีกิมมิคยังไง (Gimmick) ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่ไปจะประทับใจพระเจดีย์ชเวดากองที่สุดแล้ว เพราะว่าค่อนข้างจะยิ่งใหญ่อลังการ และเป็นพระเจดีย์ที่เกิดมาพันกว่าปีแล้ว ซึ่งได้ก็มีการสร้างครอบและมีการบูรณะองค์พระเจดีย์ขึ้นมาเรื่อยๆ จากอันเดิม คงจะไม่ได้ใหญ่มากขนาดนี้ จนมาถึงการบูรณะครั้งสุดท้าย ก็หลายร้อยปีมาแล้ว จึงเป็นพระเจดีย์ที่องค์ใหญ่ขนาดนี้ แล้วก็เป็นทองทั้งองค์จริงๆ ฮะ

เมื่อพูดถึงพม่าหรือใครที่ได้มีโอกาสมาพม่าก็จะต้องนึกถึงสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอนฮะ นั่นก็คือ พระราชวังของบุเรงนอง ซึ่งทีมงานของ A- time Traveller ก็ไม่ทำให้ผู้ร่วมทริปผิดหวัง เพราะนอกจากจะได้ไปชมความสวยงามยิ่งใหญ่อลังการของพระราชวังแล้วเรายังได้ฟังข้อมูลทางประวัติศาสตร์กันอีกด้วย พระราชวังนี้เป็นพระราชวังที่องค์บุเรงนองใช้ในการว่าราชการ แล้วก็ใช้ในการเสด็จแปรพระราชฐานด้วย  สำหรับองค์บุเรงนองเนี่ย คนไทยก็คงรู้จากในประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้ที่นำพระนเรศวรมาเลี้ยงดู พอผมได้ไปเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของเค้าแล้วเนี่ย ผมคิดว่าองค์บุเรงนองเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวพม่าจริงๆ  สิ่งของเครื่องใช้ของท่านหรือทุกอย่างในพระราชวังนี้ก็เต็มไปด้วยความหรูหรา จะเห็นได้จากการจำลองสภาพของวังที่เค้าทำขึ้นไว้ให้ดู เพราะว่าของจริงก็ต้องเสื่อมไปตามกาลเวลากันบ้างนะฮะ ต้องบอกก่อนว่า ชาวพม่าเค้าไม่มีกรมศิลปากรที่ให้ความสนใจแบบบ้านเรา การทำงานอะไรตรงนี้เค้าก็เลยเป็นแบบทำไปเรื่อยๆ บางทีเค้าก็ไม่ได้ใส่ใจ รายละเอียดอะไรมากนัก แต่ถ้าถามว่าหลายๆ อย่างยังอยู่ครบถ้วนมั๊ย ก็ถือว่ารายละเอียดยังอยู่ครบถ้วนเลยทีเดียว ผมอยากให้ไปดูกันนะฮะ
อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกนะฮะว่า การขึ้นสะเหรี่ยงของผม มันเป็นอะไรที่ต้องเอากลับมาเล่าสู่กันฟังจริงๆ ซึ่งการเดินทางขึ้น ไปไหว้พระธาตุอินแขวนเนี่ย ถ้าคนที่มีพลังพอ เค้าก็จะเดินขึ้นไป ซึ่งเมื่อผมไปเห็นสถานที่จริงและด้วยการคำนวณของตัวผมเองแล้วเนี่ยนะฮะ ไม่มีทางที่ผมจะขึ้นไปเองได้ อีกอย่าง ก็คือเราจำเป็นจะต้องขึ้นไปนอนพัก ค้างคืนที่โรงแรมข้างบนใกล้ๆ บริเวณของพระธาตุอินแขวน ถ้าผมไม่ขึ้นไปก็คงจะต้องนอนบนรถ ผมก็เลยตัดสินใจว่า ขึ้นสะเหรี่ยงน่าจะดีกว่า แต่ต้องบอกก่อนว่า สะเหรี่ยงเนี่ยเค้าจะมีคนแบกเรา 4 คน ครับท่านพี่น้องประชาชน ทั้ง 4 คนนี้เค้าจะไม่ได้หาคนที่ตัวใหญ่สุด มาแบกผมนะครับ แต่เค้าจะต้องจับฉลากกันว่าจะได้เลขอะไ รและต้องแบกใคร สมมติว่าเราจับฉลากได้ 4,5,7  คนแบกที่จับได้ 4,5,7 เหมือนเรา เค้าก็จะมาเป็นคนเดินแบกเราขึ้นไป  ซึ่งผมก็ยังนับว่าโชคดีนะครับ ที่ไม่ได้คนตัวเล็กมากแต่ก็ไม่ได้ตัวใหญ่เลยซะทีเดียว ผมว่าคำนวณจากน้ำหนักแล้ว เค้าน่าจะน้ำหนักประมาณสัก 60 กิโล  เอ๊ะ !! ไม่ถึงด้วยนะฮะ ประมาณ 50 กว่าๆ ถึง 60 กิโลทั้ง 4 คน เลยนะฮะ ก็เป็นคนที่ตัวปานกลางไม่ใหญ่มาก
 
ซึ่งพอเค้าจับฉลากแล้วได้ผมเนี่ย โอ้โห!! ผมเห็นสีหน้าและแววตาแล้ว…ตานี่ลอยมาทั้ง 4 คนเลยฮะ  ก็ต้องยอมรับว่า ผมกดดันมากนะฮะ เพราะว่าระหว่างทางที่ขึ้นไป พวกเค้าก็จะพูดกันเป็นภาษาของเค้า(#..#$%^..$#%^$.##%$@...XX) ซึ่งเราไม่รู้ว่าตอนนั้น  เค้าบ่นเราอยู่รึเปล่านะหรือว่าเค้าพูดเสียงดังกันไปเอง และพอสวนกับคนที่เดินกลับหลังจากที่แบกสะเหรี่ยงขึ้นไปแล้วก็ลงมา เค้าก็จะทักทาย หรือไม่ก็จะแซวเราตลอดทาง ผมว่าจะต้องมีพูดอะไรถึงผมสักอย่างแน่ๆ ผมเองก็แปลที่เค้าพูดไม่ออกเหมือนกันนะฮะ แต่ก็คงไม่ใช่อะไร..อะไรที่เป็นการสรรเสริญผมอย่างแน่นอน ตลอดระยะทางเค้าก็จะพักบ่อยมาก ถ้าเป็นของคนอื่นที่ผมลองไปถามมานะฮะ บางคนพักครั้งนึง บางคนก็ไม่พักเลย บางคนก็จะปีนขึ้นไปโดยใช้ทางลัดกัน ส่วนของผมเนี่ยเค้าพักไปประมาณเกือบ 10 รอบ แต่เค้าก็ยังอดทน โดยไม่เปลี่ยนชุดคนที่จะมาช่วยแบกเลย มีบางคนเหมือนกันที่ตัวเล็กกว่าผม ก็มีเปลี่ยนคนแบกทั้งชุด 4 คน ซึ่งเค้าก็จะให้คนแบกอีก 4 คน มาแบกแทน ของผมนี่ 4 คนเดิมล้วนๆ เลยฮะ ก็เรียกได้ว่าสนุกมากฮะ พอพาผมขึ้นไปถึงข้างบนได้แล้วเนี่ย เค้าก็ถือว่าเค้าทำได้นะ แบบว่าทำสถิติโลก แบกสะเหรี่ยงหมีขึ้นมาถึงจนได้ ถือว่าเป็นเรื่องราวการเดินทางที่สนุก และสุดประทับใจในทริปนี้เลยฮะ
“ประเทศพม่าอาจเป็นประเทศที่หลายคนมองว่าไม่มีอะไรที่จะดึงดูดให้เราไปเที่ยว แต่ผมก็ชื่นชม A- time traveller ที่เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางพม่า ทั้งอาหารการกิน โรงแรมที่พัก ปลอดภัยสะดวกสบายมากมาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พอผมมีโอกาสได้ไปเห็นและได้ไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถานที่อิงประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่า วัฒนธรรมที่เรียบง่าย พุทธศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสวยงามตระการตา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งเติมเต็มความรู้สึกอีกมุมหนึ่งของผมที่มีต่อ สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ครับ”