| ปีนี้ผมเคลียร์คิวไปเคาท์ดาวน์ที่ญี่ปุ่น พร้อมทั้ง survey ทัวร์ไปด้วยในตัว สำหรับประเทศนี้ผมเคยมา 2 ครั้งแล้ว ตอนนั้นมาทำงานครับ เลยไม่ได้มีโอกาสเที่ยวชมประเทศนี้อย่างละเอียด แต่ทริปนี้ ผมทำการบ้านมาดีครับ คณะเรา 4-5 คน ตะลุยแดนปลาดิบกันเอง พร้อมหนังสือนำเที่ยว 1 เล่ม, แพ็คกระเป๋าเสื้อผ้า, passport , แลกเงินเยนเรียบร้อย พร้อมแล้วไปลุยกันเลยครับ |
 |
| เราเริ่มต้นเดินทางสู่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยสายการบินไทยประมาณ 6 ชั่วโมง ไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากบ้านเรา เมื่อถึงสนามบินคันไซ เราก็จับรถเดินทางต่อสู่เมือง “โอคายาม่า” เมืองเก่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ธรรมชาติและวัฒนธรรมโบราณ เมืองนี้เป็นเมืองที่ญี่ปุ่นเค้าอนุรักษ์ไว้ครับ เพราะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่สวยงามมาก บ้านเรือนก็เป็นสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เป็นที่อยู่ของชาวเมืองที่ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้า และบริเวณริมน้ำทั้งสองฟากจะเต็มไปด้วยต้นหลิว เหมือนในหนังซามูไรโบราณนั่นแหละครับ และถ้าใครได้มีโอกาสมาที่เมืองนี้ อย่าพลาดการล่องเรือไปในคลองเก่าของเมืองนี้นะครับ ได้บรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นโบราณมาก ๆ เลยล่ะครับ |
 |
| จากเมืองโอคายาม่า เราไปกันต่อที่เมือง “ฮิเมงิ” เพื่อจะชมปราสาทที่ถือว่าเป็นสุดยอด อันดับหนึ่งของปราสาทเก่าแก่แห่งแดนปลาดิบ “ปราสาทฮิเมจิ” หรือเรียกอีกชื่อว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” ปราสาทแห่งนี้เขาก่อสร้างขึ้นด้วยความละเอียดอ่อนประณีตมากครับ แต่ก็เต็มไปด้วยความงามที่น่าเกรงขาม ว่ากันว่าปราสาทนี้เต็มไปด้วยความลับ แต่ความลับคืออะไรน่ะเหรอครับ ผมก็ตอบไม่ได้ครับ ถ้าตอบได้ก็ไม่ใช่ความลับใช่มั๊ยครับ |
 |
| บริเวณโดยรอบปราสาท จะมีร้านขายเครื่องรางนำโชคเยอะมากครับ ผมว่าเรื่องของเครื่องรางต่าง ๆ พวกนี้จะมีอยู่มากในประเทศแถบเอเชียนะครับ ถ้าเป็นทางแถบยุโรป, อเมริกา เราจะไม่ค่อยได้เห็นกันซักเท่าไหร่ บรรยากาศการตกแต่งไฟในคืนวันคริสต์มาสที่โอซาก้าครับ สวยงามมาก |
 |
| คืนคริสต์มาสนี้เราไปกันที่ “ชินไซบาชิ” แหล่งช้อปปิ้งที่เค้าเรียกว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกันครับ สัญลักษณ์ของที่นี้คือ “ป้ายไฟกูลิโกะ” ขนาดใหญ่ แหล่งนี้จะมีเสื้อผ้า, เครื่องสำอาง รวมถึงร้านอาหารชื่อดังมากมาย อันนี้ต้องเน้นว่าชื่อดังจริง ๆ ครับ เอาเป็นว่าถ้าคุณมาย่านนี้อย่าพลาดชิมปูยักษ์ ที่ร้านคานิโดระคุ ร้านเก่าแก่และสาขาที่ชินไซเป็นสาขาแรก ซึ่งร้านนี้เค้าจะมี “ทาโกะยากิ” เป็นเมนูแนะนำด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่ทำจาก “ปลาปักเป้า” ที่ถือว่าต้องใช้ศิลปะในการปรุงอาหารเป็นอย่างมาก แต่ร้านนี้ผมไม่กล้าชิมนะครับขอผ่านดีกว่า |
 |
 |
จากนั้นเราจะมากันที่สถานี “ชินฟูจิ” ซึ่งเป็นสถานี จุดหมายปลาย ทางของการเดินทางมาสู่ภูเขาไฟฟูจิ .. สัญลักษณ์ที่มาถึงญี่ปุ่นแล้วไม่มาไม่ได้ .. |
|
  |
| ภูเขาไฟฟูจิยามา ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ อย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ที่มีความงามเลื่องลือไปทั่วโลก ลักษณะมีหิมะขาวโพลน ปกคลุมตลอดปี บริเวณรอบมีสวนสาธารณะ มีสถานที่ว่ายน้ำ อาบน้ำ มีทะเลสาบกว้างใหญ่ ทัศนียภาพสวยงาม เชื่อกันว่าชาวญี่ปุ่น ทุกคนต้องเดินทางมาที่นี่ อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนยอดเขา การปีนภูเขาฟูจินั้นจะทำกันในตอนกลางคืนเพราะเมื่อไปถึงแล้วเราก็จะเห็น พระอาทิตย์ขึ้นพอดีเลยล่ะครับ |
 |
และสืบเนื่องมาจากทริปของเราทริปนี้เป็นทริป ฉลองปีใหม่ ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจกันว่าเราจะไปกราบไหว้ พระขอความเป็นสิริมงคล ต้อนรับปี 2009 กัน เราไปกันที่วัดศักดิ์สิทธิ์ โบราณของ ญี่ปุ่นกันหลายวัดมากครับ ไปชมพร้อม ๆ กันเลยครับ |
 |
 |
 |
| |
พระ “ไดบุทสึเต็ง” หรือหลวงพ่อโต ใหญ่โตและสวยงามมากครับ |
พระศากยมุนีครับ |
รูปนี้คือทวารบาล |
|
 |
เสาในวัดนี้เนี่ยจะเป็นเสาไม้มีรูให้คนไปลอดกัน ซึ่งรูที่ว่านี้มีขนาดเท่ารูพระนาสิก (รูจมูก) ขององค์ไดบุตสึ ..มีหลายความเชื่อครับ บ้างก็ว่าถ้าใครลอดผ่านได้คำอธิษฐานที่ขอไว้จะเป็นจริง หรือบางความเชื่อก็บอกว่าถ้าใครลอดแล้วจะได้กลับมาที่นี่อีก ก็แล้วแต่ว่าใครจะเชื่อแบบไหนนะครับ (ส่วนผมไม่ได้ลอดนะครับเห็นมีแต่เด็ก ๆ ลอดกัน) |
|
 |
วัดโคฟุกุจิ (kofukuji temple) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม ขององค์การยูเนสโก สำหรับเจดีย์ 5 ชั้นที่เราเห็นกันอยู่นี้ เขาบอกว่าสูงเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่นเลยล่ะครับ |
|
 |
วัดคิโยมิสึ วัดนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “วัดน้ำใส” เพราะมีน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำ 3 สาย ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไหลมาจากเทือกเขา โดยสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 788 เพื่อถวายแด่พระโพธิสัตว์กวนอิม และได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากญี่ปุ่น และชาวเกียวโต ทำให้สภาพวัดยังคงความเก่าแก่และสมบูรณ์มากครับ ซึ่งองค์การยูเนสโกก็ยกย่องให้เป็นมรดกโลก อันเก่าแก่กว่า 1500 ปี และถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเกียวโตด้วยครับ |
|
 |
| นี่คือวิหารริมเชิงเขาครับ ซึ่งเขาใช้ไม้ซุงขนาดใหญ่ประมาณ 130 ต้น ซ้อนกันขึ้นไปเป็นฐาน บริเวณนี้แต่ก่อนเคยมีผู้คนมากระโดดลงไปครับ เพราะเขาเชื่อว่าถ้ากระโดดลงมาแล้วไม่ตายจะประสบความสำเร็จในชีวิต หลัง ๆ รัฐบาลเขาเลยประกาศห้ามใครกระโดดลงมาอีก ความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้บางทีก็สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของคนในประเทศเหมือนกันนะครับ ประเทศที่ไฮเทคโนโลยี และยังคงอนุรักษ์ธรรมชาติวัฒนธรรมเก่าแก่โบราณไว้ได้อย่างสมบูรณ์นี้ ใครจะรู้ครับว่าเขาจะต้องกดดันตัวเองมากแค่ไหน กว่าประเทศญี่ปุ่นจะฟื้นฟูได้มาจนถึงทุกวันนี้ จบเมนูอาหารคาวต่อด้วยเมนูอาหารหวานไอศครีม อร่อยมาก ๆ อีกหนึ่ง destination ที่ไม่ควรพลาดครับ |
 |
ร้านขายเครื่องราง บริเวณรอบ ๆ วัดครับ |
 |
รูป นี้ก็คือน้ำจากแม่น้ำสามสาย ที่ไหลลงมาจากยอดเขา นับพันปี แล้วเค้ามีความเชื่อว่า ถ้าเราดื่มน้ำสายที่หนึ่ง จะประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา สายที่สองความรัก จะสมหวัง สายที่สามสุขภาพจะแข็งแรงครับ ส่วนผมดื่มสายสุดท้าย ก่อนเลยความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐครับ |
|
 |
| วัดนี้คงคุ้น ๆ หูกันดีอยู่แล้วครับ ที่เห็นอยู่ไกล ๆ นั่นคือปราสาททองคินคะคุจิ ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศของโชกุน “อาชิคะงะ โยชิมิสึ” ลักษณะเป็นตัวปราสาทสีทองทั้งหลังตั้งอยู่กลางน้ำ เงาสีทองสะท้อนจากน้ำดูสวยมากเหมือนเงาจากกระจกอย่างไรอย่างนั้นเลยครับ ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษว่าสร้างได้ อย่างกลมกลืน ประณีตสวยงามได้สัดส่วนเป็นที่สุดด้วยนะครับ |
 |
"วัดอาซากุสะ" |
 |
 |
 |
| โคมแดงทางเข้าวัดอาซากุสะ |
..โคมแดงขนาดยักษ์.. |
วัดอาซากุสะ |
.บ่อน้ำหน้าวัด สำหรับล้างหน้า บ้วนปากครับ.. |
|
| หลังจากนั้นเราจะพาคุณมากราบไหว้ขอพรที่วัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่ง หนึ่งของโตเกียว จริงๆแล้ววัดนี้มีชื่อเรียกว่าวัดเซ็นโซจิ แต่ที่เราเรียกกันว่าวัดอาซากุสะ ก็เพราะที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะนั่นเอง วัดนี้มีตำนานเล่าขานกันว่า มีสองพี่น้องผู้มีอาชีพหาปลา ณ วันหนึ่งได้มาหาปลาที่แม่น้ำสุมิดะ แล้วได้พบกับ เทวรูปคันนง เข้าโดยบังเอิญ ... ด้วยความศรัทธาของ 2 พี่น้องและชาวบ้านของหมู่บ้านละแวกนั้น จึงได้อัญเชิญเทวรูปคันนงประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ โคมแดงขนาดยักษ์ ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณ ประตูคามินาริมง (ประตูสายฟ้าฟาด) และเมื่อผ่านประตูนี้เข้าไป จะพบกับถนนคนเดินที่มีร้านขายของที่ระลึกพื้นเมือง และของกินมากมายเรียงรายอยู่ที่เรียกกันว่า นาคามิเสะโดริ นั่นเองหละครับ |
 |
 |
| กวักควันเข้าตัว ตามความเชื่อครับ |
อารามด้านในสำหรับไหว้พระขอพร |
|
| ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้ามาไหว้พระที่วัด หลังจากปักธูปในกระถางแล้ว ให้กวักควันธูปเข้าหาตัว จะทำให้โชคดี สุขภาพแข็งแรง และในทุกๆวัดของญี่ปุ่นจะมีบ่อน้ำเล็กๆพร้อมกระบวยหรือขันไว้สำหรับตักน้ำมา ล้างหน้า ล้างมือ ล้างปากก่อนเข้าไปด้านในวัด เพื่อชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าไปไหว้พระยังไงล่ะครับ |
| ร้านค้าภายในบริเวณวัดอาซากุสะ |
 |
| วัดอาซากุสะเป็นวัดที่ทัวร์ไทยต้องมา คงเป็นเพราะวัดนี้มีถนนช้อปปิ้ง ให้พวก Tourist ขาช้อปทั้งหลาย ได้เพลิดเพลินกับของฝากนานาชนิด...ไม่ว่าจะเป็นชุดยูกะตะ พัดสารพัดสี เครื่องรางญี่ปุ่น ตุ๊กตานำโชค เป็นต้น |
| “มุมขายอาหารพื้นเมืองภายในวัดอาซากุสะ” |
 |
| “ศาลเจ้าเมจิ” |
| และแล้วเราก็เดินทางมาถึงสถานที่สำคัญอีกแห่งในโตเกียวครับ .. ที่นี่ก็คือศาลเจ้าเมจินั่นเองครับ ศาลเจ้าแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับจักรพรรดิเมจิ และ จักรพรรดินีโชเค็น ตามความเชื่อของศาสนาชินโต โดยได้อัญเชิญดวงวิญญาณของสองพระองค์มาประทับศาลเจ้าแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 1920 ..ก่อนที่จะเข้าไปสักการะศาลเจ้าจะต้องเดินผ่านปากทางที่สร้างขึ้นด้วยไม้สน ไต้หวัน หรือที่เรียกว่า “โทริอิ” ก็ต้องชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์เสียก่อน โดยจะมีอ่างน้ำที่ทำจากหินเรียกว่า “เทมีสุฮะ” เอาไว้สำหรับล้างมือและบ้วนปากด้วยครับ |
 |
 |
| ปากทางเข้าประดับด้วยไหสาเก |
ชำระร่างกายก่อนเข้าวัดครับ |
 |
 |
| ประตูทางเข้าขนาดใหญ่มหึมา |
ทางเข้าอารามด้านใน |
|
| แทบไม่น่าเชื่อเลยนะครับท่ามกลางเมืองเทคโนโลยีอันทันสมัยสูงสุดของโลก จะรักษาป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ได้มากขนาดนี้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบร่มเย็น เพลิดเพลินไปกับใบไม้สีเขียวของต้นไม้ใหญ่สุดลูกหูลูกตา |
 |
 |
 |
| อารามศาลเจ้าเมจิ |
วัยรุ่นทำบุญช่วงวันขึ้นปีใหม่ |
ร้านขายเครื่องราง |
 |
 |
|
| เขียนคำอธิษฐานตามใจปรารถนาครับ |
บริเวณผูกใบเซียมซี |
|
|
| หลังจากอิ่มบุญกันแล้ว ทริปของเราก็ไม่พลาดกับการ SHOP SHOP SHOP กันแบบจุใจ ก็มาถึงแหล่งแฟชั่นทั้งที ไม่ Shop ไม่ได้แล้ว ... |
| Ginza |
 |
| Ginza คือย่านแฟชั่น ร้านอาหารและแหล่งบันเทิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโตเกียวก็ว่าได้ ที่นี่เป็นที่รวมของร้านแบรนด์เนมชื่อดังของโลกมากมาย ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าและบูทิคระดับหรูหรา แกลลอรี่ศิลปะ ร้านอาหารรสเลิศมากมาย รวมทั้งสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ ที่โดดเด่น นับเป็นย่านไฮโซที่สำคัญแห่งหนึ่งของโตเกียว และที่นี่จะมีการปิดถนนสำหรับให้ผู้คนมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวัน หยุดในบริเวณถนน Chuo Dori ส่วนกลาง โดยจะปิดถนนตั้งแต่เวลา 14:00 - 17:00 ในวันเสาร์ และเวลา 12:00 - 17:00 ในวันอาทิตย์ |
 |
ร้าน Megastore ของ Giorgio Armani บนอาคาร 12 ชั้นที่มีมูลค่าถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และสูงที่สุดในย่าน Ginza ..ที่นี่เค้ามีคอลเลคชั่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับสำหรับหญิง และ ชายของ GIORGIO ARMANI และ EMPORIO ARMANI ให้เลือกกันแบบจุใจเลยหละครับ นอกจากนี้ที่ตึกนี้ยังมี ARMANI CASA STORE แห่งแรกของ TOKYO มีARMANI SPA แห่งแรกของโลกอีกด้วย |
 |
Diesel แบรนด์ดังจากประเทศอิตาลี เป็นแบรนด์ยอดนิยม ของกลุ่มวัยรุ่น ไปถึงหนุ่มสาวที่ไม่ยอมน้อยหน้าใครในเรื่องแฟชั่น สินค้าที่ได้รับความนิยม คือยีนส์ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่ยีนส์ นะครับยังมีสินค้าทุกอย่าง ตั้งแต่นาฬิกาจนถึงน้ำหอม ร้าน Diesel Ginza ถือเป็นร้าน flagship ของ Diesel ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเลยนะครับ |
|
 |
| อย่างที่บอกนะครับว่าทริปนี้เป็นทริปแห่งการ Survey หลังจากที่เราช้อปปิ้งกันอย่างเต็มที่แล้ว เราก็ต้องมาหยุดหน้าร้าน ชาบูแห่งหนึ่งใน Ginza เพื่อที่จะได้เข้าไปลิ้มลองรสชาติชาบู ภายในร้านบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นความสดใหม่ของอาหาร หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆอย่างอุปกรณ์ถ้วยชาม ของเค้าที่เป็นสีทองแดงดูเป็นญี่ปุ่นตัวจริง ถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจลูกค้าให้รอคิวเต็มหน้าร้านได้อย่าง ไม่น่าแปลกใจเลยทีเดียวครับ |
 |
| นอกจาก Ginza แล้ว.. “ชินจูกุ” เป็นย่านที่พลุกพล่านที่สุดในญี่ปุ่นวันนี้ จากประวัติเท่าที่อ่านพบ ชินจูกุเป็นย่านเล็กๆ นอกเมืองในอดีต เคยเป็นสถานที่ทิ้งขยะและของเสีย จนได้ฉายาว่า เป็น “ก้น” หรือ “ทวารหนัก” ของโตเกียว เคยมีรายงานว่าเมื่อครั้งที่สร้างสถานีรถไฟ ไปชินจูกุครั้งแรกมีคนมารอขึ้นเพียง 50 คนเท่านั้นเองครับ ต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อโตเกียวเริ่มโตและขยายตัวไม่หยุดยั้งจนทุกวันนี้ |
 |
"ทากาชิมายา" ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ตั้งอยู่ในย่านชินจูกุ ที่เป็นย่านดังแหล่งรวมแฟชั่น และ เป็นที่ตั้งสถานบันเทิงยามราตรี ที่ขึ้นชื่อของกลุ่มคนวัยทำงานแต่หัวใจยังหนุ่มสาวได้มากพอควร
ทาง ทากาชิมายาบอกว่า ไอเดียการเปิดสาขาใหม่นี้ขึ้นมา มีความแตกต่างกันอยู่ตรงที่เขามุ่งให้ความสำคัญ กับกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุเป็นหลัก ที่ยังคงทันสมัยนำแฟชั่นอยู่ ใน ชั้นแรกของห้างเป็นชั้นจำหน่ายสินค้าหลากชนิด อาทิ น้ำหอม เครื่องสำอาง และอัญมณี ส่วนในชั้นอื่นๆ นอกจากจะมีสินค้ามากมายหลากหลาย สำหรับสุภาพสตรีสูงอายุให้ได้เลือกซื้อแล้ว ที่แผนกบุรุษยังมีการจัดแต่งที่โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊คดูนั่งสบาย มีโซนซิการ์ แผนกหมวก และร่มคันยาวที่เป็นที่นิยมของคนรุ่นยุค 50 ให้ได้เลือกซื้ออีกด้วยครับ
นอกจากสถานีนี้จะกลายเป็นสถานี พลุกพล่านที่สุดดังได้กล่าวไว้แล้ว ย่านนี้ยังกลายเป็นย่านที่โด่งดัง และเป็นจุดศูนย์รวมจุดหนึ่งของมหานครโตเกียว ถ้าเปรียบกับกรุงเทพ ที่นี่ก็คงเป็นสีลมบ้านเรา เพราะเป็นแหล่งทำงาน ของคนเมืองและร้านค้าแบรนด์ดังๆมากมาย พอตกกลางคืนก็จะมีร้านเหล้าเปิดต้อนรับ นักท่องราตรีให้ได้พักผ่อนกันในยามค่ำคืน |
 |
| มาถึงชินจูกุแล้วคงไม่จบลงแค่เรื่องช้อปปิ้งแน่นอนครับ เพราะที่นี่ยังมีอาหารหลายประเภท ให้เลือกชิมแบบไม่ซ้ำเลยทีเดียว ผมขอเลือกร้านที่เป็น Hi-light มาแนะนำนะครับ |
 |
  |
| ด้านซ้ายเป็นร้านข้าวต้มใต้ดิน สถานีรถไฟชินจูกุครับ |
ส่วนนี่ร้านราเมง.. เส้นเหนียวนุ่ม..น้ำซุปเข้มข้น |
 |
| ร้านเทมปุระ บรรยากาศแบบสบายๆครับ |
|
| มาที่ฟากฮาราจูกุกันบ้างนะครับ .. คงเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมของเหล่าวัยรุ่น ที่ชอบเรื่องแฟชั่นและการแต่งตัว เพราะที่นี่เค้า In trend สุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า-หน้าผม จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นร้านขายเสื้อผ้าเครื่องประดับ เรียงรายกันอยู่ที่นี่ |
| ร้านค้าภายในย่านฮาราจูกุ |
 |
| บรรยากาศทั่วไปในฮาราจูกุ |
 |
| เดินเที่ยวดูแฟชั่นฉ่ำตากันแล้วต้องมาพักหาอะไรรองท้องกันซะหน่อยแล้วที่ ร้านราเมงที่ขึ้นชื่อในฮาราจูกุ นั่นก็คือร้านคิวชูจังการะนั่นเองหละครับ |
 |
 |
| หน้าร้าน “คิวชูจังการะ” |
บรรยากาศภายในร้าน |
 |
 |
| เมนูขึ้นชื่อ “จังการะราเมง” |
หมดชามนี้ก็อิ่มได้ทั้งวันเลยครับ |
|
| นอกจากแฟชั่นแล้วที่นี่ยังมีของกินให้เลือกมากมายอีกด้วยนะครับ |
 |
| ผมไม่เคยคิดเลยครับว่ามาญี่ปุ่นเที่ยวนี้ จะได้อะไรติดไม้ติดมือติดสมองกลับบ้านไปเยอะขนาดนี้ ทั้งศิลปะ วัฒนธรรมเก่าแก่โบราณ เครื่องรางของขลัง อาบน้ำแร่ อุปกรณ์ไฮเทค ภูเขาไฟฟูจิที่ยิ่งใหญ่ ความเร่งรีบของผู้คนในเมือง ความสบาย ๆ ของหมู่บ้านในชนบท รถไฟด่วนในญี่ปุ่น ล่องเรือในหมู่บ้านโบราณ ความแตกต่างที่คุณควรไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต จนถึงตอนนี้ผมชื่นชมนับถือความเป็นคนรักชาติของประเทศญี่ปุ่น อยากบอกกับเขาว่าผมก็รักเมืองไทยไม่แพ้คนญี่ปุ่นที่รักประเทศของตัวเอง เหมือนกันครับ ซาโยนาระ แล้วเจอกันใหม่ครับ |
| |